Ammi's profilePerfect Provider is my F...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    February 21

    ความหมายของคำว่า ความถ่อมใจ

    พระเจ้าคาดหวังจากพวกเขาเป็นอย่างยิ่งว่า ผู้ที่มีและผู้ซึ่งต้องการ ความสัมพันธ์กับพระเจ้าเป็นพิเศษโดยส่วนตัว ที่ซึ่งพวกเขาจะเดินกับพระองค์ด้วยความถ่อมใจ มีสำนึกผิด กลับใจในจิตวิญญาณ

    ความถ่อมใจ หมายถึง ไม่ได้เชื่อเอาความคิดเห็นของตัวเองเป็นใหญ่ และหลีกเลี่ยงความหยิ่งยโส และมีความสำนึกผิดในจิตวิญญาณที่ต้องการจะกลับใจ นั้นหมายถึง รักษาการเปิดใจและมีความคิดปรารถนาที่จะเรียนรู้ในสิ่งที่ถูกต้องจากพระเจ้า เพื่อทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า

    มีคาห์ 6:6 ข้าพเจ้าจะนำอะไรเข้ามาเฝ้าพระเยโฮวาห์ และกราบไหว้ต่อพระพักตร์พระเจ้าเบื้องสูง ควรข้าพเจ้าเข้าเฝ้าพระองค์ด้วยเครื่องเผาบูชาหรือ ด้วยลูกวัวอายุหนึ่งขวบหลายตัว หรือ

    6:7 พระเยโฮวาห์จะทรงพอพระทัยการถวายแกะเป็นพันๆตัว และธารน้ำมันหลายหมื่นสาย หรือ ควรที่ข้าพเจ้าจะถวายบุตรหัวปีชำระการละเมิดของข้าพเจ้า หรือ คือถวายผลแห่งกายของข้าพเจ้าชำระบาปแห่งวิญญาณของข้าพเจ้า

    6:8 โอ มนุษย์เอ๋ย พระองค์ทรงสำแดงแก่เจ้าแล้วว่าอะไรดี และพระเยโฮวาห์ทรงมีพระประสงค์อะไรจากเจ้า นอกจากให้กระทำความยุติธรรม และรักความเมตตา และดำเนินด้วย ความถ่อมใจ ไปกับพระเจ้าของเจ้า

    อิสยาห์ 57:15 องค์ผู้สูงเด่น คือผู้อยู่ในนิรันดร์กาล ผู้ทรงพระนามว่าบริสุทธิ์ ตรัสดังนี้ว่า "เราอยู่ในที่ที่สูงและบริสุทธิ์ และอยู่กับผู้ที่มีจิตใจสำนึกผิดและถ่อมลง เพื่อจะรื้อฟื้นจิตใจของผู้ใจถ่อม และรื้อฟื้นใจของผู้สำนึกผิด

                                                                                                 คำอธิษฐาน
               หนึ่งในคำอธิษฐานที่บริสุทธิ์ที่สุด ที่เจ้าสามารถจะอธิษฐานได้ คือ พระองค์เจ้าข้า ขอพระองค์ตรวจสอบ ทดสอบความคิดจิตใจของข้าพระองค์ สำแดงข้าพระองค์ในทางชั่วร้ายใดๆที่มีอยู่ในตัวข้าพระองค์ พระองค์เจ้าข้าได้โปรดสำแดง ได้โปรดเมตตาแก้ไขให้ถูกต้องแก่ข้าพระองค์ ทอดพระเนตรและช่วยข้าพระองค์หันกลับที่จะทำทุกสิ่งทุกอย่างต่อพระองค์ แต่ได้โปรดเมตตาช่วยข้าพระองค์หันกลับมาหาพระองค์  

     

               ถ้าเจ้าได้ยอมรับคำตักเตือนเหล่านี้และตรวจค้นสิ่งที่อยู่ในหัวใจของเจ้า สิ่งนั้นจะทำให้เจ้าถ่อมใจและนำเจ้ามาสู่สถานที่แท้จริงของการเชื่อฟังและอยู่ในโอวาทต่อพระเยซูคริสต์ ลูกแกะของพระเจ้า ซึ่งเป็นพระบุตรที่ทรงเต็มไปด้วยฤทธานุภาพ สิ่งนี้จะเกิดผล เป็นสิ่งที่เกิดผลเป็นการกระทำอยู่ในชีวิตของเจ้า จะไม่มีอะไรที่จะเข้มแข็งมากกว่าในช่วงเวลานี้ เมื่อเจ้า ได้ตรวจค้น สำรวจจิตใจ ยอมรับความถ่อมใจในสิ่งที่เป็นลักษณะท่าที่ถูกต้องแท้จริงจากภายใน(ไม่ใช่การถ่อมใจแบบผิดๆ คิดว่าตัวเองถ่อมใจ แต่ในสายพระเนตรพระเจ้าไม่ใช่ทำตามที่สอนไว้ว่า ต้องทำอย่างไร)

    What Is A True Worshiper?

    การนมัสการพระเจ้าในสมัยพระคำภีร์เดิมเราจะพบว่าพระเจ้าสั่งพวกอิสราเอลให้ถวายเครื่องบูชาเป็นสัตว์ที่ไม่มีตำหนิและบริสุทธิ์มีข้อกำหนดชัดเจนในเลนีวิติ ในพระคำภีร์ใหม่พระเจ้าได้ให้เราใช้ตัวเราเองเป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิตถวายแด่พระเจ้า เรานมัสการพระเจ้าด้วยวิญญาณและความจริง เนื้อหนังไม่สามารถนมัสการพระเจ้าได้ แต่เนื้อหนังสรรเสริญพระเจ้าได้ซึ่งเป็นการแสดงออกทางเนื้อหนังที่เหมือนเข้าไปที่ห้องชั้นนอกแต่ยังไม่พบพระเจ้านมัสการพระเจ้าด้วยวิญญาณจิตของเรา ดังนั้นหลายที่จึงเน้นที่เพลงและดนตรี มันเป็นจุดเริ่มต้นที่เราต้องผ่านก่อนที่จะเข้าไปในสถานที่ห้องชั้นในสุดในการสรรเสริญ แต่เงื่อนไขที่ไม่เปลี่ยนคือเครื่องบูชานั้นต้องบริสุทธิปราศจากที่ตำหนิ และความจริงคืออะไร ความจริงคือพระคำของพระเจ้าที่อยู่ในชีวิตเรากับสิ่งที่ปรากฏภายนอกต้องเป็นความจริงหลายครั้งเรามีความจริงของพระเจ้าเป็นความรู้แต่มันไม่เป็นความจริงในชีวิตของเรา สิ่งที่เราแสดงออกกับสิ่งที่อยู่ข้างในเราไม่ตรงกัน พูดให้ชัดคือเราเหมือนคนที่ไม่สัตย์ซื่อ สิ่งที่คนอื่นเห็นเรากับสิ่งข้างในเราไม่ใช่ความจริง หลายคนมองแต่เพียงว่าเรารู้ความจริงเราก็นมัสการพระเจ้าในความจริง แต่เมื่อเราพิจารณาลึกเราจะพบว่าเราความจริงไม่อยู่ในเรา แม้คนภายนอกจะดูว่าเราดี  และบาปที่เราพบและเราไม่รู้สึกว่ามันคือบาปคือความหยิ่ง เราคิดว่าเราชอบธรรมกว่าคนอื่น  มันทำได้ให้เราไม่สามารถพบพระเจ้าได้ในสถานที่นมัสการแล้วเรายังคงเข้าใจว่าเรานมัสการพระเจ้า คนที่จะนมัสการหรือพบพระเจ้าได้อยู่ในสดุดี 24 .คือใจบริสุทธิ์ และมือสะอาด ผมได้แบ่งปันให้หลายคนเรื่องใจบริสุทธิ์ว่าสำคัญมากต่อคนที่นัมสการ เพราะหากไม่มีใจที่บริสุทธิ์ เราพบพระเจ้าไม่ได้ ใจที่หยิ่ง ใจที่เกลียดชังคนอื่นไม่ให้อภัยอิจฉา และบาปที่ซ่อนเร้นในที่ลึกที่คนมองไม่เห็นที่เราคิดไม่ถึงเพราะว่าพระคำไม่อยู่ในตัวเราจริงๆ หลายปีที่ผ่านมาพระเจ้าได้ให้ผมเห็นตัวเองมากและแม้ปัจจุบันยังต้องการพระเจ้าที่จะเปลี่ยนแปลงผมมากขึ้นไปอีกและระวังที่จะรักษาใจมากในเวลาที่แบ่งปันผมก้เรียนไปด้วย ไม่ให้ติดสิ่งที่เป็นบาปและบาปที่เราไม่ค่อยสังเกตุมันก็อาจเข้ามาในตัวเราเช่นหน้าตาของเรา พวกเรา คริสจักรเรา ความดีของเรา ความถุกต้องของเรา ทุกอย่างถูกพัฒนาไปที่นำความเห็นแก่ตนเองทั้งสิ้น เราพบพระเจ้าไม่ซับซ้อนแต่เหมือนเด็กเล็กไม่มีวาระซ้อนเร็นที่จริงแล้ว

    What Is A True Worshiper?

        In England during the 1500s, especially during the reign of Queen Mary, the Christian church came under terrible persecution. Many Christians including clergy were excommunicated and/or executed for refusing to denounce their beliefs and adhere to the teachings of the state church.

         One of those who suffered for his faith was Thomas Hawkes. Hawkes was born in Essex, England and later entered into the service of the Lord of Oxford. Upon the death of Edward VI, rather than change his religious beliefs to that of Queen Mary, Hawkes left his service and returned home.

         After returning home Hawkes' wife gave birth to a son. Hawkes refused to have the boy baptized according to the Catholic tradition and was reported to the Earl of Oxford. He was sent by the earl to Bishop Bonner of London where he answered to the charge of contempt of the sacraments.

         Hawkes and Bonner argued over several practices of the Catholic Church. Other church officials were brought in to persuade Hawkes to change his beliefs, but Hawkes stood firm and would not recant. On February 9, 1555 he was condemned as a heretic and stayed in prison until June 10.

         Days before Hawkes was to be burned at the stake he agreed with his friends that he would lift his hands over his head if the pain was tolerable and his mind was at peace. When he was engulfed in flames and most people thought he was dead, Hawkes suddenly raised his burning hands above his head and clapped three times. Those who understood the gesture broke into shouts of praise and applause as Thomas Hawkes sank into the fire and died. (Taken from Foxe's Christian Martyrs of the World).

         In chapter four of John's gospel John tells a story of Jesus asking a Samaritan woman for a drink of water from a well near the Samaritan city of Sychar. Jesus broke two Jewish traditions by engaging in this conversation. One by speaking to a woman. It was unusual for a Jewish teacher to speak with a woman in a public place. Also, Samaritans were hated by Jews so Jews rarely spoke to them.

         Seeing that Jesus was Jewish and perceiving him to be a prophet the woman said, "Our fathers worshiped on this mountain and you Jews say that in Jerusalem is the place where on ought to worship."

         Jesus' response to her statement was probably not what the woman expected. He said, "Woman, believe me, the hour is coming when you will neither on this mountain, nor in Jerusalem, worship the Father. But the hour is coming, and now is, when the true worshipers will worship the Father in spirit and truth; for the Father is seeking such to worship him. God is spirit, and those who worship him must worship in spirit and truth."

              The woman was concerned about the house of worship but Jesus was concerned about the heart of the worshiper. She was concerned with the mountain of worship, but Jesus was concerned with the motive of the worshiper.

         What does it mean to be a true worshiper? Jesus gave us three characteristics of a true worshiper in his conversation with the Samaritan woman. 1. A true worshiper worships the Father. 2. A true worshiper worships in spirit. 2. A true worshiper worships in truth.

         In the next few weeks we will explore these characteristics of a true worshiper in more detail. As we do we will discover where the story of Thomas Hawkes fits in the big picture.

    February 11

    Name of God by น้าต้อม (อ.สุชาติ คจ.สามัคคีธรรม)

    “ยาห์เวห์” มากกว่า 6800 ครั้งในพระคัมภีร์

    และหลังจากชนชาติอิสราเอลกลับจากการเป็นเชลย พระองค์คือ “อาโดนาย” ทรงเป็นและดำรงอยู่

    (อพยพ 3.14) พระเจ้าตรัสตอบโมเสสว่า “เราเป็นผู้ที่เราเป็น เจ้าจงบอกชาวอิสราเอลว่า “เราผู้เป็นได้ส่งข้าพเจ้ามาหาพวกท่าน””

    (ปฐมกาล 22.14) ดังนั้นอับราฮัมจึงเรียกสถานที่นั้นว่า “พระยาห์เวห์จะทรงจัดเตรียมไว้” อย่างที่พูดกันทุกวันนี้ว่า “จะจัดเตรียมไว้บนภูเขาของพระยาห์เวห์”

    (อพยพ 17.15) “เยโฮวาห์นิสสี” โมเสสจึงก่อแท่นบูชาขึ้นที่นั่น ตั้งชื่อว่า “พระยาห์เวห์ทรงเป็นธงชัยของข้าพเจ้า” เขากล่าวว่า “เพราะว่าชาวอามาเลขชูมือขึ้นต่อต้านบัลลังก์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า ดังนั้นองค์พระผู้เป็นเจ้า จะทรงทำศึกกับพวกเขาตลอดไปทุกชั่วอายุคน”

    (ผู้วินิจฉัย 6.24) กิเดโอนจึงสร้างแท่นบูชาขึ้นที่นั่นถวายแด่องค์พระผู้เป็นเจ้า และขนานนามว่า “พระยาห์เวห์ทรงเป็นสันติสุข” แท่นนี้อยู่ที่โอฟราห์ ในที่ดินของตระกูลอาบีเอเซอร์ตราบจนทุกวันนี้

    (เอเสเคียล 48.35)เยโฮวาห์ชัมมาห์“วัดระยะรอบเมืองได้ 18,000 คิวบิท “และนับแต่นี้ไปนครนั้นจะได้ชื่อว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้าสถิตที่นี่”

    “เอโลฮิม” (ปฐมกาล 1.1) พระเจ้าเที่ยงแท้ พระเจ้าองค์เดียวของชนชาติอิสราเอล

    “เอล ชัดดาย” (อพยพ 6.3) พระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์ .. เราปรากฎแก่อับราฮัม อิสอัค และยาโคบในฐานะ พระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์ แต่เราไม่ได้สำแดงตัวเราเองให้เขารู้จักเราในนามพระยาห์เวห์

    February 05

    A New Way of Living ชีวิตเปี่ยมสุข By Joyce Meyer

    การตัดสินใจครั้งสำคัญที่สุดในชีวิต

     

    คุณรู้สึกไม่พอใจกับชีวิตของคุณอยู่ใชไหม? ถ้าหากใช่ คุณก็ไม่ใช่คนเดียวที่รู้สึกแบบนั้นหรอก มีผู้คนมากมายที่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า รู้สึกว่างเปล่า และไม่พอใจกับชีวิต บางคนก็เหน็ดเหนื่อยกับการเคร่งศาสนา โดยหวังว่าจะได้พบทางออกให้กับชีวิต แต่กลับต้องมาแบกภาระหนักกับการยึดถือกฎเกณฑ์อันไร้สาระและไม่มีชีวิต ซึ่งพวกเขาไม่สามารถปฏิบัติตามได้ ถ้าคุณเหน็ดเหนื่อยกับศาสนา นั่นไม่ได้หมายความว่าคุณเหน็ดเหนื่อยกับพระเจ้าผู้ทรงเป็นคำตอบให้กับชีวิตที่ว่างเปล่า ท้อแท้ และเต็มไปด้วย ความรู้สึกผิดของคุณ

    ถ้าคุณต้องการรู้สึกว่ามีคนที่รักคุณ ถ้าคุณต้องการเพื่อนคนหนึ่ง ถ้าคุณต้องการได้รับการยกโทษความบาป และถ้าคุณต้องการอนาคต… พระเยซูคริสต์ทรงเป็นคำตอบให้กับคุณได้  พระองค์กำลังรอเพื่อมอบชีวิตใหม่ให้กับคุณและทรงรอคอยเพื่อสร้างชีวิตของคุณขึ้นมาใหม่

    ถ้าคุณรู้สึกไม่พอใจกับชีวิต คุณจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงบางสิ่ง บางอย่าง ถ้าเรายังคงทำในสิ่งเดิมๆ เราก็จะยังคงมีชีวิตเดิมๆ เหมือนอย่างที่เรามีมาตลอด คุณต้องตัดสินใจ และนี่เป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญที่สุดในชีวิตของคุณ

    การตัดสินใจครั้งนี้สำคัญมากยิ่งกว่าการเลือกอาชีพ การเลือกมหาวิทยาลัยเพื่อศึกษาต่อ การเลือกคู่ครอง การลงทุน หรือการเลือกที่อยู่อาศัยของคุณ การตัดสินใจครั้งนี้เกี่ยวข้องกับความเป็นนิรันดร์ซึ่งหมายถึงเวลาที่ไม่สิ้นสุดและ เราแต่ละคนจำเป็นต้องรู้ว่าเราจะใช้เวลานี้ได้ที่ไหน มีชีวิตหลังความตาย เมื่อคุณตาย คุณไม่ได้หยุดการมีชีวิตอยู่ของคุณ เพียงแต่คุณไปเริ่มต้นมีชีวิตอยู่ในที่อีกแห่งหนึ่งเท่านั้น มีคำกล่าวที่บอกไว้ว่าการตายนั้นเป็นเหมือนการข้ามผ่านประตูแห่งการโคจร คือ การที่คุณจากที่แห่งหนึ่งเพื่อไปยังที่อีกแห่งหนึ่งเท่านั้น

    คุณอยากมีความสัมพันธ์กับพระเจ้าบนโลกนี้ และมีชีวิตอยู่กับพระองค์ชั่วนิรันดร์ไหม? ถ้าหากคุณต้องการเช่นนั้น คุณต้องต้อนรับพระเยซูเข้ามาในฐานะพระผู้ช่วยให้รอดของคุณ เราทุกคนเป็นคนบาป และเราทุกคนต้องการพระผู้ช่วยให้รอด พระเจ้าทรงส่งพระบุตรองค์เดียวของพระองค์มาเพื่อชดใช้หนี้บาปแทนเรา พระองค์ทรงถูกตรึง และพระโลหิตอันบริสุทธิ์ของพระองค์ต้องหลั่งออกก็เพื่อชดใช้หนี้ที่เกิดขึ้นจากการกระทำที่ผิดของเรา พระองค์สิ้นพระชนม์และถูกฝังในอุโมงค์ แต่วันที่สามพระองค์ทรงเป็นขึ้นจากความตาย และบัดนี้พระองค์ทรงประทับอยู่ในสวรรค์ที่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้าพระบิดา การที่คุณจะมีสันติสุข มีความชื่นชมยินดี และสามารถยืนอยู่ต่อพระพักตร์ของพระเจ้าอย่างมั่นใจได้นั้น พระเยซูเท่านั้นที่ทรงเป็นความหวังเดียวของคุณ

    พระคัมภีร์สอนเราว่า การที่เราจะได้รับการช่วยกู้ให้รอดพ้นจากความบาปนั้น เราจำเป็นต้องสารภาพและยอมรับว่าพระเยซูทรงเป็นพระเจ้า และเราต้องเชื่อด้วยหัวใจของเราว่าพระเจ้าทรงชุบพระองค์ให้เป็นขึ้นจากความตาย

    ถ้าท่านจะรับด้วยปากของท่านว่า พระเยซูทรงเป็นองค์พระผุ้เป็นเจ้า และเชื่อในจิตใจว่า พระเจ้าได้ทรงชุบพระองค์ให้เป็นขึ้นมาจากความตาย ท่านจะรอด (โรม 10:9)

    ลักษณะของการเชื่อเช่นนี้มิได้เป็นเพียงการยอมรับด้วยจิตใจ แต่เป็นการยอมรับจากหัวใจที่แท้จริง มีหลายคนที่เชื่อว่ามีพระเจ้า แต่ไม่ยอมอุทิศตัวต่อพระองค์ พระเจ้าทรงเป็นผู้สร้างชีวิตและพระองค์ทรงต้องการให้คุณมอบถวายชีวิตของคุณให้กับพระองค์ด้วยความเต็มใจ พระเจ้าทรงสร้างคุณให้มีเสรีภาพในการตัดสินใจและพระองค์จะไม่บังคับคุณให้เลือกพระองค์ แต่การเลือกและไม่เลือกของคุณย่อมส่งผลต่อคุณภาพชีวิตที่แตกต่างกัน ในขณะที่คุณยังมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ และเป็นตัวกำหนดว่าเมื่อคุณจากโลกนี้ไปแล้วคุณจะไปอยู่ที่ไหน

    คุณจัดการกับชีวิตของคุณได้ดีที่สุดแล้วใช่ไหม? ถ้าคำตอบของคุณคือไม่ แล้วทำไมคุณถึงไม่หันมาหาพระผุ้ทรงสร้างคุณและรู้ทุกรายละเอียดเกี่ยวกับคุณมากยิ่งกว่าคุณจะรู้จักตัวเองเสียอีก ถ้าฉันซื้อโทรศัพท์มือถือเครื่องหนึ่งแล้วเกิดมีปัญหาขึ้นมา ฉันก็จะเอามันกลับไปให้คนที่ผลิตมันขึ้นมา เพื่อพวกเขาจะสามารถซ่อมมันได้ ในทำนองเดียวกันกับหลักการของพระเจ้า พระองค์สร้างคุณและทรงรักคุณมาก ถ้าชีวิตของคุณไม่ได้ให้ความอิ่มใจกับคุณ คุณก็เอามันกลับมาหาพระองค์เพื่อพระองค์จะสามารถซ่อมมันได้

    อย่างที่ฉันได้พูดมาแล้วก่อนหน้านี้ว่า ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ จะเกิดขึ้นได้จนกว่าคุณจะตัดสินใจ คุณอยากเป็นคริสเตียนไหม? คุณพร้อมที่จะยอมมอบชีวิตคุณให้กับพระเจ้าที่ไม่ใช่เพียงแค่มอบความบาปของคุณไว้เท่านั้นไหม? คุณพร้อมที่จะหันกลับจากวิถีชีวิตแห่งความบาปและเรียนรู้ที่จะดำเนินชีวิตใหม่กับพระเจ้าและเพื่อพระเจ้าไหม? ถ้าใช่ ขอให้คุณอ่านหนังสือเล่มนี้ต่อไป เพราะชีวิตกำลังรอคุณอยู่ข้างหน้า มีสิ่งดีที่สุดกำลังรอคุณอยู่ เป็นสิ่งที่คุณคาดไม่ถึงแต่เป็นจริงได้สำหรับทุกคน นี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสไว้เกี่ยวกับอนาคตของคุณ

    พระเจ้าตรัสว่า เราเรารู้แผนงานที่เรามีไว้สำหรับเจ้า เป็นแผนงานเพื่อสวัสดิภาพ ไม่ใช่เพื่อทุกขภาพ เพื่อจะให้อนาคตและความหวังใจแก่เจ้า (เยเรมีย์ 29:11)

    ไม่มีใครสามารถตัดสินใจแทนคุณได้ มีเพียงแต่คุณเท่านั้นที่สามารถตัดสินใจเพื่อตัวคุณเอง เพราะชีวิตเป็นของคุณ คุณปรารถนาที่จะมีคุณภาพชีวิตแบบไหน? คุณอยากจะเป็นเหมือนตัวอย่างที่เราเห็นในสังคมทุกวันนี้อย่างนั้นหรือ? พระวจนะของพระเจ้าบอกว่า เราเข้ามาในโลกตัวเปล่าและเราก็จะจากโลกไปตัวเปล่า (1ทิโมธี 6:7) พระเจ้าทรงเป็นอัลปาและโอเมก้า จุดเริ่มต้นและอวสาน เริ่มต้นด้วยพระเจ้าและสิ้นสุดลงก็ด้วยพระเจ้า มนุษย์แต่ละคนต้องยืนอยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้า และรายงานชีวิตของตัวเองต่อพระองค์ (โรม14:12) บัดนี้เป็นเวลาที่เราต้องเตรียมพร้อมเพื่อเวลานั้น ฉันมันจะพูดเสมอว่า “พร้อมหรือไม่พร้อม ยังไงพระเยซูก็จะเสด็จมา” จงเตรียมพร้อมตั้งแต่เวลานี้ ตัดสินใจอย่างถูกต้องเดี๋ยวนี้ เพราะถ้ารอช้ากว่านี้อาจจะสายเกินไป

    February 04

    อย่ามีความคิดในทางที่ผิด (บันทึกจากคำเทศนา PS. Joyce Miyer : Hillsong เชียงใหม่ วันที่ 10 Jan 2009)

    Abraham grew from childhood to know of the god great and true

    • เราควรมีความคิดอย่างที่พระเจ้าทรงคิด และใช้ชีวิตเป็นดั่งเครื่องบูชาที่มีชีวิตอันบริสุทธิ์เป็นที่พอพระทัยแด่พระเจ้า
    Roman 12:1  พี่น้องทั้งหลาย ด้วยเหตุนี้โดยเห็นแก่ความเมตตากรุณาของพระเจ้า ข้าพเจ้าจึงวิงวอนท่านทั้งหลายให้ถวายตัวของท่านแด่พระองค์ เพื่อเป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิต อันบริสุทธิ์ และเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า ซึ่งเป็นการปรนนิบัติอันสมควรของท่านทั้งหลาย Rom 12:1  For this reason I make request to you, brothers, by the mercies of God, that you will give your bodies as a living offering, holy, pleasing to God, which is the worship it is right for you to give him.

     

    • มีท่าทีที่ถูกต้อง เป็นท่าทีของพระเจ้า พระองค์ทรงยุติธรรม และจะทรงคืนทุกสิ่งให้
    Gen 13:1  อับรามจึงขึ้นไปจากอียิปต์ ท่านและภรรยาของท่านและสิ่งสารพัดที่ท่านมีอยู่พร้อมกับโลท เข้าไปทางทิศใต้
    Gen 13:2  อับรามก็มั่งคั่งสมบูรณ์ด้วยฝูงสัตว์ เงินและทองเป็นอันมาก
    Gen 13:3  ท่านเดินทางต่อไปจากทิศใต้จนถึงเมืองเบธเอล ถึงสถานที่ที่เต็นท์ของท่านเคยตั้งอยู่คราวก่อน ระหว่างเมืองเบธเอลกับเมืองอัย
    Gen 13:4  จนถึงสถานที่ตั้งแท่นบูชาซึ่งเมื่อก่อนท่านเคยสร้างไว้ที่นั่น และอับรามร้องออกพระนามของพระเยโฮวาห์ที่นั่น
    Gen 13:5  โลทซึ่งไปกับอับรามมีฝูงแพะแกะ ฝูงวัวและเต็นท์เช่นกัน
    Gen 13:6  แผ่นดินไม่กว้างขวางพอที่พวกเขาจะอาศัยอยู่ด้วยกันได้ เพราะทรัพย์สิ่งของของพวกเขามีอยู่มาก ดังนั้นพวกเขาจึงไม่สามารถอยู่ด้วยกันได้
    Gen 13:7  เกิดมีการวิวาทกันระหว่างคนเลี้ยงสัตว์ของอับรามกับคนเลี้ยงสัตว์ของโลท ขณะนั้นคนคานาอันและคนเปรีสซียังอาศัยอยู่ที่แผ่นดินนั่น
    Gen 13:8  อับรามจึงพูดกับโลทว่า "กรุณาอย่าให้มีการวิวาทกันเลยระหว่างเรากับเจ้า และระหว่างคนเลี้ยงสัตว์ของเรากับคนเลี้ยงสัตว์ของเจ้า เพราะเราทั้งสองเป็นญาติกัน
    Gen 13:9  แผ่นดินทั้งหมดอยู่ตรงหน้าเจ้ามิใช่หรือ กรุณาจงแยกไปจากเราเถิด ถ้าเจ้าไปทางซ้ายมือเราจะไปทางขวามือ หรือถ้าเจ้าไปทางขวามือเราจะไปทางซ้ายมือ"
    Gen 13:10  โลทเงยหน้าขึ้นแลดูและเห็นว่าบรรดาที่ราบลุ่มของแม่น้ำจอร์แดนมีน้ำบริบูรณ์อยู่ทุกแห่ง เหมือนพระอุทยานของพระเยโฮวาห์ เหมือนกับแผ่นดินอียิปต์ไปทางเมืองโศอาร์ ก่อนที่พระเยโฮวาห์ทรงทำลายเมืองโสโดมและเมืองโกโมราห์
    Gen 13:11  ดังนั้นโลทจึงเลือกบรรดาที่ราบลุ่มของแม่น้ำจอร์แดน โลทเดินทางไปทิศตะวันออกและเขาทั้งสองจึงแยกจากกันไป
    Gen 13:12  อับรามอาศัยอยู่ในแผ่นดินคานาอัน โลทอาศัยอยู่ในเมืองต่างๆที่ราบลุ่มและตั้งเต็นท์ใกล้เมืองโสโดม
    Gen 13:13  แต่ชาวเมืองโสโดมเป็นคนชั่วช้าและเป็นคนบาปต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์เป็นอันมาก
    Gen 13:14  ภายหลังที่โลทแยกจากท่านไปแล้วพระเยโฮวาห์ตรัสแก่อับรามว่า "จงเงยหน้าขึ้นแลดูและมองดูจากสถานที่ที่เจ้าอยู่นี้ไปทางทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศตะวันออกและทิศตะวันตก
    Gen 13:15  เพราะว่าแผ่นดินทั้งหมดซึ่งเจ้าเห็นนี้เราจะยกให้เจ้าและเชื้อสายของเจ้าตลอดไปเป็นนิตย์
    Gen 13:16  เราจะกระทำให้เชื้อสายของเจ้าเหมือนอย่างผงคลีดิน ดังนั้นถ้าผู้ใดสามารถนับผงคลีดินได้ก็จะนับเชื้อสายของเจ้าได้เช่นกัน
    Gen 13:17  จงลุกขึ้นเดินไปทั่วแผ่นดินทางด้านยาวด้านกว้าง เพราะเราจะยกให้เจ้า"
    Gen 13:18  ดังนั้นอับรามจึงยกเต็นท์มาและอาศัยอยู่ที่ราบของมัมเร ซึ่งอยู่ในเฮโบรนและสร้างแท่นบูชาต่อพระเยโฮวาห์ที่นั่น
    Gen 13:1  And Abram went up out of Egypt with his wife and all he had, and Lot with him, and they came in to the South.
    Gen 13:2  Now Abram had great wealth of cattle and silver and gold.
    Gen 13:3  And travelling on from the South, he came to Beth-el, to the place where his tent had been before, between Beth-el and Ai;
    Gen 13:4  To the place where he had made his first altar, and there Abram gave worship to the name of the Lord.
    Gen 13:5  And Lot, who went with him, had flocks and herds and tents;
    Gen 13:6  So that the land was not wide enough for the two of them: their property was so great that there was not room for them together.
    Gen 13:7  And there was an argument between the keepers of Abram's cattle and the keepers of Lot's cattle: at that time the Canaanites and Perizzites were still living in the land.
    Gen 13:8  Then Abram said to Lot, Let there be no argument between me and you, and between my herdmen and your herdmen, for we are brothers.
    Gen 13:9  Is not all the land before you? then let us go our separate ways: if you go to the left, I will go to the right; or if you take the right, I will go to the left.
    Gen 13:10  And Lot, lifting up his eyes and looking an the valley of Jordan, saw that it was well watered everywhere, before the Lord had sent destruction on Sodom and Gomorrah; it was like the garden of the Lord, like the land of Egypt, on the way to Zoar.
    Gen 13:11  So Lot took for himself all the valley of Jordan, and went to the east, and they were parted from one another.
    Gen 13:12  Abram went on living in the land of Canaan, and Lot went to the lowland towns, moving his tent as far as Sodom.
    Gen 13:13  Now the men of Sodom were evil, and great sinners before the Lord.
    Gen 13:14  And the Lord had said to Abram, after Lot was parted from him, From this place where you are take a look to the north and to the south, to the east and to the west:
    Gen 13:15  For all the land which you see I will give to you and to your seed for ever.
    Gen 13:16  And I will make your children like the dust of the earth, so that if the dust of the earth may be numbered, then will your children be numbered.
    Gen 13:17  Come, go through all the land from one end to the other for I will give it to you.
    Gen 13:18  And Abram, moving his tent, came and made his living-place by the holy tree of Mamre, which is in Hebron, and made an altar there to the Lord.

     

    • มีความตั้งใจแน่วแน่ในพระองค์ ถ้าชีวิตของเราไม่ประสบกับชัยชนะ เราก็ไมสามารถเป็นพรให้กับผู้อื่นได้.. จงมีใจอ่อนสุภาพแต่เป็นคนที่เข้มแข็งในพระเจ้า

    Php 3:12  มิใช่ว่าข้าพเจ้าได้แล้ว หรือสำเร็จแล้ว แต่ข้าพเจ้ากำลังบากบั่นมุ่งไป เพื่อข้าพเจ้าจะได้ฉวยเอาตามอย่างที่พระเยซูคริสต์ได้ทรงฉวยข้าพเจ้าไว้เป็นของพระองค์แล้ว
    Php 3:13  พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่ถือว่าข้าพเจ้าได้ฉวยไว้ได้แล้ว แต่ข้าพเจ้าทำอย่างหนึ่ง คือลืมสิ่งที่ผ่านพ้นมาแล้วเสีย และโน้มตัวออกไปหาสิ่งที่อยู่ข้างหน้า
    Php 3:14  ข้าพเจ้ากำลังบากบั่นมุ่งไปสู่หลักชัย เพื่อจะได้รับรางวัลซึ่งพระเจ้าได้ทรงเรียกจากเบื้องบนให้เราไปรับในพระเยซูคริสต์
    Php 3:15  เหตุฉะนั้นให้เราซึ่งเป็นผู้ใหญ่แล้วมีใจคิดอย่างนั้น และถ้าท่านคิดอย่างอื่น พระเจ้าก็จะทรงโปรดสำแดงสิ่งนี้ให้แก่ท่านด้วย
    Php 3:16  แต่เราได้แค่ไหนแล้ว ก็ให้เราดำเนินตรงตามนั้นต่อไป คือให้เราคิดเห็นอย่างเดียวกัน

    Php 3:17  พี่น้องทั้งหลาย ท่านจงประพฤติตามแบบข้าพเจ้า และคอยดูคนทั้งหลายเหล่านั้นที่ประพฤติตามแบบเดียวกัน เหมือนท่านทั้งหลายได้พวกเราเป็นตัวอย่าง

    Php 3:12  Not as if I had even now got the reward or been made complete: but I go on in the hope that I may come to the knowledge of that for which I was made the servant of Christ Jesus.
    Php 3:13  Brothers, it is clear to me that I have not come to that knowledge; but one thing I do, letting go those things which are past, and stretching out to the things which are before,
    Php 3:14  I go forward to the mark, even the reward of the high purpose of God in Christ Jesus.
    Php 3:15  Then let us all, who have come to full growth, be of this mind: and if in anything you are of a different mind, even this will God make clear to you:
    Php 3:16  Only, as far as we have got, let us be guided by the same rule.

    Php 3:17  Brothers, take me as your example, and take note of those who are walking after the example we have given.

     

    ความคิดที่ผิด

    1) อนาคตไม่สามารถดีได้เพราะอดีตที่ผ่านมาเคยผิดพลาดมากมาย

    2) เกียจคร้าน

    3) บ่น ตำหนิ

    เป็นการขัดขวางพระพร และไม่วางใจ และให้เกียรติการทำงานของพระเจ้า ในการที่เรามองไม่เห็นการทำงานของพระองค์ ไม่ใช่แปลว่าพระองค์ทรงไม่ได้เคลื่อนไหวหรือทำกิจของพระองค์

    จงขอบคุณพระเจ้าเสมอทุกๆ กรณี อย่าทำให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระองค์เสียพระทัย!!

    1Th 5:16  จงชื่นบานอยู่เสมอ
    1Th 5:17  จงอธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ
    1Th 5:18  จงขอบพระคุณในทุกกรณี เพราะนี่แหละเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้าในพระเยซูคริสต์เพื่อท่านทั้งหลาย
    1Th 5:19  อย่าดับพระวิญญาณ
    1Th 5:20  อย่าประมาทคำพยากรณ์
    1Th 5:21  จงพิสูจน์ทุกสิ่ง สิ่งที่ดีนั้นจงยึดถือไว้ให้มั่น
    1Th 5:22  จงเว้นเสียจากสิ่งที่ดูเหมือนชั่วทุกอย่าง
    1Th 5:23  และขอให้องค์พระเจ้าแห่งสันติสุขทรงตั้งท่านเป็นคนบริสุทธิ์หมดจด และข้าพเจ้าอธิษฐานต่อพระเจ้าให้ทรงรักษาทั้งวิญญาณ จิตใจและร่างกายของท่านไว้ให้ปราศจากการติเตียน จนถึงวันที่พระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราเสด็จมา
    1Th 5:24  พระองค์ผู้ทรงเรียกท่านนั้นสัตย์ซื่อ และพระองค์จะทรงทำให้สำเร็จ
    1Th 5:16  Have joy at all times.
    1Th 5:17  Keep on with your prayers.
    1Th 5:18  In everything give praise: for this is the purpose of God in Christ Jesus for you.
    1Th 5:19  Do not put out the light of the Spirit;
    1Th 5:20  Do not make little of the words of the prophets;
    1Th 5:21  Let all things be tested; keep to what is good;
    1Th 5:22  Keep from every form of evil.
    1Th 5:23  And may the God of peace himself make you holy in every way; and may your spirit and soul and body be free from all sin at the coming of our Lord Jesus Christ.
    1Th 5:24  God, by whom you have been marked out in his purpose, is unchanging and will make it complete.

     

    4) เลิกสงสารตนเอง

    การมองตัวเอง และยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง เท่ากับเป็นการที่ยึดตัวเองเป็นรูปเคารพ..

    พระเจ้าจะทรงให้ในสิ่งที่เราถูกขโมยไป หรือสูญเสียไป..

    คุณไม่สามารถมีฤทธิ์เดชของพระเจ้าหรือพระเจ้าไม่สามารถใช้คุณเป็นพระพรได้..ถ้าคุณมีจิตใจที่สงสารตนเองและยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง

    5) พระเจ้าไม่สามารถอวยพร เพราะเราล้มเหลว

    ปราศจากความเชื่อแล้ว จะเป็นที่พอพระทัยไม่ได้เลย..

    ปราศจากพระเจ้าแล้ว เราก็ทำสิ่งใดไม่ได้เลย..

    จงเชื่อมั่นในพระเจ้า!!

    6) อิจฉา ริษยา เปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่น

    พระเจ้าทรงมีแผนการเฉพาะของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่ละคนมีเอกลักษณ์ ลักษณะเฉพาะที่พระเจ้าทรงสร้างและบรรจุไว้ตั้งแต่ก่อนปั้นไว้ในครรภ์ของมารดา พระองค์ทรงรู้จักเราแต่ละคน จงพอใจในสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้าง!! พระเจ้าทรงสร้างและทรงเห็นว่าดีที่สุดแล้ว..

    สาวกเต็ม 100% (บันทึกจากคำเทศนา อ.สมเกียรติ กิติพงศ์ คจ.สามัคคีธรรม)

     

    Last supper

    Mat 11:12  และตั้งแต่สมัยยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาถึงทุกวันนี้ อาณาจักรแห่งสวรรค์ก็เป็นสิ่งที่คนได้แสวงหาด้วยใจร้อนรน และผู้ที่ใจร้อนรนก็เป็นผู้ที่ชิงเอาได้

    Mat 11:12  And from the days of John the Baptist till now, the kingdom of heaven is forcing its way in, and men of force take it.

     

    • รักอย่างไร?

    รักพระเจ้าสิ้นสุดใน สิ้นสุดความคิด และสิ้นสุดกำลัง มอบหัวใจทั้งหมดให้กับพระเจ้า

    • เชื่ออย่างไร?

    เชื่อหมดหัวใจ เชื่ออย่างเด็กๆ ในความเชื่อไม่มีความกลัว

    • ติดตามอย่างไร?

    สละสิ่งสารพัดทุกสิ่ง มอบให้พระเจ้าหมดหัวใจ

    • การโตขึ้นฝ่ายวิญญาณ

    พระคำของพระเจ้าสามารถชำระสิ่งสกปรกออกได้ บริสุทธิ์ดั่งเจ้าสาวของพระคริสต์ จงอุตส่าห์จนสุดกำลัง

    • ต่อสู้กับศัตรู

    โดยการสวมยุทธภัณฑ์ทั้งชุด

    Eph 6:11  จงสวมยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้าเพื่อจะต่อต้านยุทธอุบายของพญามารได้
    Eph 6:12  เพราะว่าเราไม่ได้ต่อสู้กับเนื้อหนังและเลือดแต่ต่อสู้กับเทพผู้ครอง ศักดิเทพ เทพผู้ครองพิภพในโมหะความมืดแห่งโลกนี้ ต่อสู้กับเหล่าวิญญาณที่ชั่วในสถานฟ้าอากาศ
    Eph 6:13  เหตุฉะนั้นจงรับยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้าไว้ เพื่อท่านจะได้ต่อต้านในวันอันชั่วร้ายนั้นและเมื่อเสร็จแล้วจะยืนมั่นได้
    Eph 6:14  เหตุฉะนั้นท่านจงยืนมั่น เอาความจริงคาดเอว เอาความชอบธรรมเป็นทับทรวงเครื่องป้องกันอก
    Eph 6:15  และเอาข่าวประเสริฐแห่งสันติสุข ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความพรั่งพร้อมมาสวมเป็นรองเท้า
    Eph 6:16  และพร้อมกับสิ่งทั้งหมดนี้ จงเอาความเชื่อเป็นโล่ ด้วยโล่นั้นท่านจะได้ดับลูกศรเพลิงของผู้ชั่วร้ายนั้นเสีย
    Eph 6:17  จงเอาความรอดเป็นหมวกเหล็กป้องกันศีรษะและจงถือพระแสงของพระวิญญาณ คือพระวจนะของพระเจ้า
    Eph 6:11  Take up God's instruments of war, so that you may be able to keep your position against all the deceits of the Evil One.
    Eph 6:12  For our fight is not against flesh and blood, but against authorities and powers, against the world-rulers of this dark night, against the spirits of evil in the heavens.
    Eph 6:13  For this reason take up all the arms of God, so that you may be able to be strong in the evil day, and, having done all, to keep your place.
    Eph 6:14  Take your place, then, having your body clothed with the true word, and having put on the breastplate of righteousness;
    Eph 6:15  Be ready with the good news of peace as shoes on your feet;
    Eph 6:16  And most of all, using faith as a cover to keep off all the flaming arrows of the Evil One.
    Eph 6:17  And take salvation for your head-dress and the sword of the Spirit, which is the word of God:

     

    • โดยการอธิษฐาน
    Eph 6:18  จงอธิษฐานวิงวอนทุกอย่างและจงขอโดยพระวิญญาณทุกเวลา ทั้งนี้จงระวังตัวด้วยความเพียรทุกอย่าง จงอธิษฐานเพื่อวิสุทธิชนทุกคน Eph 6:18  With prayers and deep desires, making requests at all times in the Spirit, and keeping watch, with strong purpose, in prayer for all the saints,

     

    • โดยการถวาย
    2Co 8:2  เพราะว่าเมื่อคราวที่พวกเขาถูกทดลองอย่างหนักได้รับความทุกข์ยาก ความยินดีล้นพ้นของเขาและความยากจนแสนเข็ญของเขานั้น ก็ล้นออกมาเป็นใจโอบอ้อมอารีของเขา
    2Co 8:3  เพราะข้าพเจ้าเป็นพยานได้ว่า เขาถวายโดยสุดความสามารถของเขา ที่จริงก็เกินความสามารถของเขาเสียอีก
    2Co 8:2  How while they were undergoing every sort of trouble, and were in the greatest need, they took all the greater joy in being able to give freely to the needs of others.
    2Co 8:3  For I give them witness, that as they were able, and even more than they were able, they gave from the impulse of their hearts,

     

    • ด้วยความร้อนรน

    จงแสวงหาพระเจ้าด้วยใจร้อนรน เพราะผู้ที่มีใจร้อนรนก็เป็นผู้ที่ชิงเอาได้..

    ดั่งเจ้าสาวรักเจ้าบ่าว 100% ไม่ใช่ 99%

    (หากคุณเป็นเจ้าบ่าว คุณย่อมอยากแต่งงานกับเจ้าสาวที่รักคุณ 100% ใช่มั้ย?)

    • ด้วยการประกาศ

    ยอมเป็นคนทุกชนิด เพื่อช่วยเขาให้รอดได้บ้างโดยทุกวิถีทาง

    1Co 9:22  ต่อคนอ่อนแอ ข้าพเจ้าก็ทำตัวเหมือนคนอ่อนแอ เพื่อจะได้คนอ่อนแอ ข้าพเจ้ายอมเป็นคนทุกชนิดต่อคนทั้งปวง เพื่อจะช่วยเขาให้รอดได้บ้างโดยทุกวิถีทาง
    1Co 9:23  ข้าพเจ้าทำอย่างนี้เพราะเห็นแก่ข่าวประเสริฐ เพื่อข้าพเจ้าจะได้มีส่วนกับท่านในข่าวประเสริฐนั้น

    1Co 9:22  To the feeble, I was as one who is feeble, so that they might have salvation: I have been all things to all men, so that some at least might have salvation.
    1Co 9:23  And I do all things for the cause of the good news, so that I may have a part in it.

    February 01

    นิสัยแห่งชัยชนะ

    นิสัยแห่งชัยชนะ
    อ.สมเกียรติ กิตติพงศ์
    คจ.สามัคคีธรรมกรุงเทพ
    เทศนา วันอาทิตย์ ที่ 1 กพ.2009


    1) ทำตามพระบัญชา (ผู้วินิฉัย 7:9-15)

    ในคืนนั้นองค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสกับกิเดโอนว่า "จงลุกขึ้น จงไปต่อสู้กับค่ายนั้น เพราะว่าเรากำลังจะมอบเขาไว้ในมือของเจ้า แต่หากเจ้าหวาดกลัว ไม่กล้าโจมตี จงลงไปที่ค่ายของชาวมีเดียนพร้อมกับปูราห์คนรับใช้ของเจ้า แล้วจงฟังสิ่งที่พวกเขากำลังพูดกัน หลังจากนั้นเจ้าจะมีกำลังใจที่จะเข้าโจมตีค่าย" ฉะนั้นกิเดโอนกับปูราห์คนรับใช้ของเขาจึงลงไปยังที่มั่นรอบนอกค่าย คนมีเดียน คนอามาเลข และชนชาติอื่นทั้งหมดทางด้านตะวันออก ตั้งค่ายอยู่ในหุบเขาอย่างหนาแน่นดั่งฝูงตั๊กแตน อูฐของเขามีมากมายนับไม่ถ้วนเหมือนทรายที่ชายทะเล

    กิเดโอนมาถึงพอดีกับที่ชายคนหนึ่งกำลังเล่าความฝันให้เพื่อนฟังว่า "ข้าพเจ้าฝันว่ามีขนมปังบาร์เลย์กลมๆ ก้อนหนึ่งกลิ้งเข้ามาในค่ายของชาวมีเดียนและกระแทกเต็นท์อย่างแรงจนเต็นท์ของเราพังราบลงมา"

    เพื่อนของเขาตอบว่า "นี่ไม่ใช่อื่นไกล เป็นดาบของกิเดโอนบุตรโยอาชชาวอิสราเอล พระเจ้าทรงมอบชาวมีเดียน และค่ายทั้งค่ายไว้ในมือของเขาแล้ว"

    เมื่อกิเดโอนได้ยินความฝันและความหมายก็ก้มกราบนมัสการพระเจ้า จากนั้นกลับไปยังค่ายพักของอิสราเอลแล้วร้องว่า "ลุกขึ้นเถิด! องค์พระผู้เป็นเจ้า ทรงมอบค่ายของชาวมีเดียนไว้ในมือของท่านแล้ว"

    2. ทำเท่าที่ทำได้ พระเจ้าทำสิ่งที่เราทำไม่ได้ (ผู้วินิจฉัย 7:22)

    เมื่อคนสามร้อยคนนั้นเป่าแตร องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงบันดาลให้คนมีเดียนทั้งค่ายหันมาสู้รบและฆ่าฟันกันเอง แล้วกองทัพมีเดียนเตลิดหนีไปเบธชิทธาห์ ซึ่งเป็นทางไปเศเรราห์และหนีไปถึงเขตแดนอาเบลเมโฮลาห์ใกล้ทับบาท

    3. ทำงานไม่หวังเกียรติ (ผู้วินิจฉัย 7:24, 8:3)

    กิเดโอนส่งผู้สื่อสารไปทั่วแดนเทือกเขาแห่งเอฟราอิมและกล่าวว่า "จงลงมาต่อสู้กับชาวมีเดียนและยึดน่านน้ำจอร์แดนไปจนถึงเบธบาราห์ก่อนหน้าพวกเขา"

    พระเจ้าทรงมอบโอเรบและเศเอบซึ่งเป็นผู้นำมีเดียนไว้ในมือของท่าน สิ่งที่ข้าพเจ้าทำเทียบกับท่านได้หรือ?" เมื่อได้ฟังดังนั้น พวกเขาจึงค่อยหายขุ่นเคือง

    ** พร้อมเป็นคนไม่สำคัญ ทำงานเป็นทีมเพื่องานของพระเจ้า **

    4. ทำต่อไป ไม่ชนะ ไม่เลิก (ผู้วินิจฉัย 8:4-12)

    กิเดโอนกับคนของเขาสามร้อยคนข้ามแม่น้ำจอร์แดน พวกเขาต่างก็อ่อนเพลีย แต่ยังคงรุกไล่ชาวมีเดียนอยู่ กิเดโอนกล่าวกับชาวเมืองสุคคทว่า "โปรดให้เสบียงแก่ทหารของข้าพเจ้าบ้างเถิด พวกเขาอิดโรยมาก และข้าพเจ้าก็ยังตามล่ากษัตริย์เศบาห์กับกษัตริย์ศัลมุนนาของชาวมีเดียนอยู่"

    แต่เจ้าหน้าที่ของเมืองสุคคทกล่าวว่า "ท่านจับตัวกษัตริย์เศบาห์กับกษัตริย์ศัลมุนนาได้อย่างนั้นหรือ? เรื่องอะไรที่เราจะต้องให้เสบียงแก่ทหารของท่านเล่า"

    กิเดโอนจึงกล่าวว่า "ถ้าอย่างนั้นเมื่อพระเยโฮวาห์มอบเศบาห์และศัลมุนนาไว้ในมือเราแล้ว เราจะเอาหนามใหญ่แห่งถิ่นทุรกันดาร และหนามย่อยมานวดเนื้อเจ้าทั้งหลาย"

    ท่านก็ออกจากที่นั่นขึ้นไปยังเมืองเปนูเอล และพูดกับเขาในทำนองเดียวกัน ชาวเมืองเปนูเอลก็ตอบท่านอย่างเดียวกับที่ชาวเมืองสุคคทตอบท่านจึงพูดกับชาวเมืองเปนูเอลด้วยว่า "เมื่อเรากลับมาด้วยสันติภาพ เราจะพังป้อมนี้ลงเสีย"

    ฝ่ายเศบาห์และศัลมุนนาอาศัยอยู่ที่คารโครกับกองทัพมีทหารหนึ่งหมื่นห้าพันคน เป็นกองทัพชาวตะวันออกที่เหลืออยู่ทั้งหมด เพราะว่าผู้ที่ถือดาบล้มตายเสียหนึ่งแสนสองหมื่นคน กิเดโอนขึ้นไปตามทางสัญจรของคนที่อาศัยในเต็นท์ ทิศตะวันออกของเมืองโนบาห์และเมืองโยกเบฮาห์เข้าโจมตีกองทัพได้แล้ว เพราะว่ากองทัพคิดว่าพ้นภัย เศบาห์และศัลมุนนาก็หนีไป กิเดโอนก็ไล่ติดตามไปจับเศบาห์กับศัลมุนนากษัตริย์พวกมีเดียนทั้งสององค์ได้ และทำกองทัพทั้งหมดให้แตกตื่น